4.4 สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆของโลก

4.4   วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆ ของโลก

                 ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกได้สะสมขึ้นนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 200 ปีที่ผ่านมา โดยการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในทวีปยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกานั้นทำให้มีการนำพลังงานถ่านหินและน้ำมันมาใช้มากขึ้น เป็นการเพิ่มมลพิษให้แก่สิ่งแวดล้อมจากสารที่ผสมอยู่ในน้ำมัน ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 20 การพัฒนาเกษตรยุคใหม่ได้หันมาใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งส่งผลให้สารเคมีเกิดการแพร่กระจายไปในน้ำ อากาศ ดิน และในห่วงโซ่อาหาร

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สะสมทำให้เริ่มตระหนักว่าปัญหาของโลก คือ การเกิดภาวะฝนแล้งและอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาโลกได้หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมได้รุนแรงถึงขั้นวกฤตแล้ว ความตระหนักในการร่วมกันแก้ไขปัญหานั้นก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่มาก ในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต มีดังนี้

               4.1 การเกิดภาวะโลกร้อน อุณหภูมิของโลกได้ร้อนอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การที่อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นนั้น เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของแก๊สเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คลอไรฟลูออไรคาร์บอน มีเทน และไนตรัสออกไซด์ โดยมนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ เช่น การทำอุตสาหกรรม การคมนาคม ขนส่งการเผาขยะ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น บริเวณที่มีการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในปริมาณมาก คือ ประเทศที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี เป็นต้น อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น นอกจากจะทำให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์แล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศของโลกเช่น ทำให้ปะการังตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เกิดไฟฟ้าทำให้สูญเสียป่าไม้และสัตว์ป่า อีกทั้งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน้อย 17 เซนติเมตร เป็นต้นนอกจากนี้ อุณหภูมิ ที่สูงขึ้นของโลกยังก่อให้เกิดโรคระบาดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยงซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอีกด้วย

               4.2 น้ำเสียและการขาดแคลนน้ำ จากภาวะโลกร้อนแม้จะทำให้ปริมาณน้ำผิวดินเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภค เนื่องจากอยู่ในรูปของน้ำเค็ม ในขณะเดียวกันน้ำในแหล่งที่ใช้อุปโภคบริโภคกลับมีสารพิษเพิ่มขึ้นไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก อีกทั้งยังมีความต้องการใช้น้ำมันขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก การขยายตัวของอุตสาหกรรม และใช้สำหรับการเพาะปลูก

แหล่งที่มาของน้ำมันเสียนอกจากจะเกิดขึ้นโดยการชะล้างสารพิษในอากาศของน้ำฝนหรือหิมะแล้วยังเกิดจากสารพิษในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดระบบบำบัดและควบคุมการทิ้งของเสีย แม้ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำให้ดีขึ้นแล้ว แต่ในหลายประเทศยังประสบปัญหาน้ำเสียจนไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้ เช่น แม่น้ำยมุนาในประเทศอินเดีย แม่น้ำวิสตูลา ในประเทศโปแลนด์ แม่น้ำในประเทศจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เป็นต้น

การขาดแคลนน้ำใช้รุนแรงขึ้นในฤดูร้อน โดยทวีปแอฟริกาขาดแคลนน้ำมากที่สุดรองลงไปเป็นภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศอินเดีย และบริเวณที่ราบตอนเหนือของประเทศจีนเนื่องจากน้ำในแหล่งน้ำมีน้อยทั้งประเภทน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน

                4.3 อากาศเสีย อากาศเสียหรืออากาศเป็นพิษนับวันจะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยโดยตรงของมนุษย์โดยตรง ในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ที่เสียชีวิตเพราะอากาศเป็นพิษนับแสนคน โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนภูมิภาคตะวันออกและประเทศจีนอากาศเป็นพิษเกิดจากการทำเหมืองถ่านหินและการใช้ถ่านหินและการใช้ถ่านหินในโรงงานอุตสาหกรรม เกิดสารซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ เขม่าควันเข้าสู่บรรยากาศ ทำให้เกิดโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง

สารพิษที่เกิดจากการใช้น้ำมันในรถยนต์ ได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ตะกั่ว และไฮโดรคาร์บอน มีผลต่อสุขภาพอนามัยโดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาทและอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

เมืองสำคัญหลายแห่งที่มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารแขวนลอยในอากาศเกินมาตรฐาน ได้แก่นิวเดลี ซีอาน เป่ย์จิง (ปักกิ่ง) เตหะราน กรุงเทพฯ มาดริด กัวลาลัมเปอร์ ซาเกร็บ เซาเปาลู ปารีส นิวยอร์ก   มิลาน และโซล

              4.4  การสูญเสียป่าไม้และสัตว์ป่า

ในอดีตโลกมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 37,800 ล้านไร่ แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 22,500 ล้านไร่เท่านั้น โดยการสูญเสียป่าไม้นั้นมีสาเหตุมาจากการตัดไม้ไปใช้เป็นสิ้นค้า สร้างที่อยู่อาศัย ความต้องการพื้นที่ในการเพาะปลูก และการเกิดไฟป่า ซึ่งปัจจุบันเนื่องจากโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดไฟป่าขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา แดนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย

นอกจากนี่ การสูญเสียป่าไม้เท่ากับเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์ป่าการลดลงของพื้นที่ป่าจึงทำให้สัตว์ป่าลดลงหรือสูญพันธุ์ไป อีกทั้งการจับสัตว์ป่าไปขายเป็นสินค้าหรืออาหารก็ทำให้สัตว์ป่าลดลงเช่นกัน

ป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบนิเวศ และป่าไม้ก็มีความสัมพันธ์ กับทรัพยากรธรรมชาติ อื่นๆ เช่น ความชุ่มชื่นของดินฟ้าอากาศ ช่วยควบคุมปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ทำให้ฝนตกช่วยลดการพังทลายของดิน เป็นต้น การสูญเสียป่าไม้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ด้วย

                  4.5 การขาดแคลนพลังงาน

พลังงานเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน โดยมีการใช้พลังงานกับยานพาหนะเครื่องจักร เครื่องใช้ในบ้านเรือง เครื่องใช้ในครัวเรือน ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ในขณะที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณพลังงานมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้ราคาสูงขึ้น มีผลกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้บริโภคน้ำมันที่ต้องซื่อน้ำมันในราคาที่แพง ทำให้สินค้าในประเทศราคาแพงตามไปด้วย ปัญหาของการใช้พลังงานนอกจากเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและราคาแพงแล้ว การใช้พลังงานยังก่อให้เกิดสารพิษในสิ่งแวดล้อม เกิดการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ตามมา

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน 4.4 สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆของโลก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s