4.3 วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆของโลก

4.3   สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆ ของโลก

         สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ได้ทำให้ประชากรกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกต้องอพยพหนีภัยธรรมชาติ ความแห้งแล้ง และความอดยาก โดนเฉพาะประชากรที่อยู่มนประเทศเคนยาและเอธิโอเปีย ในทวีปแอฟริกา ต้องอพยพ เดินทางออกจากบ้านเกิด ประชากรประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือประชากร หรือประมาณ 1,200 ล้านคน มีสภาวะการ ดำรงชีพในระดับยากจน ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และมีสุขภาพอนามัยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของโลกที่สำคัญ มีดังนี้

                1. สถานการณ์ของทรัพยากรดิน ปัจจุบันความต้องการที่จะใช้ดินภูมิภาคต่างๆ ของโลก เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ที่สำหรับเพาะปลูก และการประกอบอาชีพอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นนอกจากจะมีการบุกรุกทำลายพื้นที่ที่เป็นป่าไม้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเพื่อการเพาะปลูกแล้ว ที่ดินที่เคยใช้เป็นที่เพาะปลูกอยู่แล้วก็ถูกใช้ในการพะปลูกบ่อยครั้งยิ่งขึ้น รวมทั้งมีกาใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ฆ่าวัชพืช จึงส่งผลให้ดินเสื่อมคุณภาพได้เร็วยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังมีการใช้ที่ดินไม่เหมาะสมกับคุณภาพของดิน เช่น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรกลับนำมาสร้างที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่แห้งแล้งกลับใช้ทำการเกษตร เป็นต้น

       โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติระบุว่า ทั่วโลกมีระดับปัญหาความเสื่อมโทรมของดินประมาณ 12 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 11 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั่วโลก พื้นที่ดินที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ประมาณ 8.1 ล้านกิโลเมตร ได้กลายเป็นทะเลทราย การเกิดดินเค็มทำให้ผลผลิตในเขตประทานลดลง 1 ใน 3 และปัญหาน้ำท่วมขังผิวดินทำให้ผลผลิตลดลง 1 ใน 10 ของผลผลิตทั่วโลก ประเทศเอธิโอเปีย มีปัญหาการกร่อนของดินทำให้มีกี่สูญเสียหน้าดินประมาณปีละ 2,000 ล้านตัน ส่วนในประเทศไทยมีตะกอนดินถูกชะล้าง ลงสู่แหล่งน้ำปีละประมาณ 27 ล้านตัน

           2. สถานการณ์ทรัพยากรน้ำ ปัจจุบันขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ในครัวเรือนและเพื่อการเพาะปลูก เป็นปัญหาสำคัญของโลกเนื่องจากได้เกิดปัญหาความแห้งแล้งอยู่ทั่วไปในหลายประเทศ โดนเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาและเอเชีย ในหลายประเทศได้สร้างเขื่อนช่วยในการควบคุมปริมาณน้ำให้มีการกระจายในช่วงขาดแคลนน้ำได้ จ้ำจึงมีไหลสม่ำเสมอทุกเสมอภาคทุกฤดู แตะขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำ นอกจากปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว เมืองใหญ่ในหลายประเทศต้องประสบปัญหาน้ำเสียทั้งจากบ้านเรือน ชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรมไหลไปรวมอยู่ในแหล่งน้ำ ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป

         สารพิษที่ปล่อยสู่บรรยากาศและการใช้สารพิษในการเกษตร ในที่สุดแล้วจะไปรวมกันในทะเลและมหาสมุทรซึ่งจะเป็นที่สะสมของสารพิษและสิ่งปฏิกูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่น ทะเลสาบในอเมริกาเหนือและสแกนดิเนเวียมีความเป็นกรดสูงจนทำให้ปลาตาย รวมทั้งบริเวณฝั่งทะเลของประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิก มีการพบปลาขนาดใหญ่ว่ายเข้ามาตายตามชายฝั่งอยู่เสมอ ซึ่งสันนิษฐานว่าหนีสภาพน้ำที่เป็นพิษขึ้นมา หรือแม้แต่น้ำบาดาลใน 38 รัฐของสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมี ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนาประชากรในชนบทร้อยละ 61 และประชากรในเมืองร้อยละ 26 ขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาด

           3.สถานการณ์ป่าไม้และสัตว์ป่า ในปัจจุบันการทำลายป่าเป็นไปอย่างกว้างขวางในทุกบริเวณของโลก และรุนแรงที่สุดในบริเวณเขตร้อน มีการคาดกันว่ามีการทำลายป่าไม้ของโลกปีละ 2.5-3 ล้านตารามกิโลเมตร ถ้าหากอัตราการทำลายป่าไม้ยังเป็นเช่นนี้ในเวลาอีกประมาณ 13-16 ปีข้างหน้า ป่าไม้ในปัจจุบันจะหมดไปจากโลกถึงแม้จะมีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นก็ไม่สามารถทำได้ทันกับปริมาณที่ถูกทำลายไป การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย และขานแคลนแหล่งอาหาร จึงมีโอกาสสูญพันธุ์ได้มาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น  อันเป็นสาเหตุของความแห้งแล้งและยังทำให้มนุษย์ขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิตอีกด้วย

                  จากการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ของโลกได้มีการคาดการณ์ของโลกว่าในอีก 30-50 ปีข้างหน้าป่าไม้ในเขตร้อนจะหมดไป ประชากรของโลก 1 ใน 3 จะขาดไม้ทำฟืน ส่วนป่าไม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะสูญไปด้วย มลพิษทางอากาศจะมีมากขึ้น พื้นที่การทำปศุสัตว์ในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางก็กลายเป็นทะเลทราย

ในปัจจุบันพืชและสัตว์จะสูญพันธุ์ปีละประมาณ 36,500 ชนิด และหากสภาพความแห้งแล้ง การทำลายพื้นที่ลุ่มน้ำและแนวปะการังยังมีมากขึ้น ก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 500,000-1,000,000  ชนิดสูญพันธุ์ภายใน 20 ปี

        4. สถานการณ์ที่เกี่ยวกับพลังงาน ในปัจจุบันโลกใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นหลักแต่การใช้ปิโตรเลียมและพลังงานจากซากพืช ซากสัตว์ หรือถ่านหินได้สร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อมจึงมีการหันไปพัฒนาพลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานชีวภาพเพื่อนำมาใช้กันมากขึ้น

4.1 น้ำมัน น้ำมันเกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตใต้ดินใต้ทะเลสาบเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ปริมาณน้ำมันในโลกยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนเนื่องจากบางแหล่งยังไม่ถูกสำรวจพบ แต่มีการประมาณว่าน้ำมันมีอยู่ในโลกประมาณ 600  พันล้านเมตริกตัน แหล่งน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปแอฟริกา สหพันธรัฐรัสเซีย แระเทศจีน และบางประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศออสเตรเลีย และทวีปยุโรปตามลำดับ

          ปริมาณน้ำมันสำรองกว่าครึ่งหนึ่งของโลก อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก มีปริมาณสำรองรวมกันคิดเป็นร้อยละ 65 ของทั้งโลก ประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก คือ ประเทศซาอุดีอาระเบีย รองลงไป ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

            เมื่อต้นปี ค.ศ. 2007 ปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วของน้ำมันโลกมีทั้งหมด 1,208 พันล้านบาร์เรล คาดว่าจะมีเหลือให้ใช้อัตราผลิตปัจจุบันได้อีกประมาณ 40 ปี มีการคาดการณ์กันว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า การผลิตและการใช้น้ำมันของโลกจะยังคงเพิ่มมากขึ้นในอัตราส่วนร้อยละ 1.4  ต่อปี โดยการผลิตน้ำมันของประเทศในกลุ่มโอเปกจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้น คือ จะมีสัดส่วนมากขึ้นเป็นประมาณครึ่งครึ่งของการผลิตทั้งหมด

         4.2 แก๊สธรรมชาติ มีแหล่งกำเนิดเช่นเดียวกับน้ำมันแต่อยู่ในรูปของแก๊ส การนำไปใช้จึงส่งไปตามท่อ ทำให้ต้องมีการลงทุนสูง ในปัจจุบันมีการใช้แก๊สธรรมชาติเป็นพลังงานประมาณร้อยละ 36.5 ของพลังงานที่ใช้กันอยู่มนโลก โดยมีปริมาณสำรองในโลกประมาณ 73,000 ล้านเมตริกตัน โดนกระจายอยู่ในทั่วภูมีภาคต่างๆ

               สถานการณ์แก๊สธรรมชาติ เมื่อ ค.ศ. 2007  ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้งของแก๊สธรรมชาติโลกมีทั้งหมด 181 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่ามีเหลือให้ใช้ในอัตราการผลิตปัจจุบันได้อีกประมาณ 63 ปี การประเมินใน ค.ศ. 2000 ชี้ให้เห็นว่ายังมีปริมาณสำรองของแก๊สธรรมชาติที่มีโอกาสค้นพบเพิ่มเติมอีก 117 ล้านลูกบาศก์เมตร หรืออีกประมาณร้อยละ 65 ของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบัน หากสามารถค้นพบแก๊สธรรมชาติจำนวนนี้ได้จริงและมีความคุ้มค่าในการพัฒนาก็ทำให้โลกเหลือแก๊สธรรมชาติ ไว้ใช้ได้เพิ่มเติมขึ้นอีกประมาณ 40 ปีเป็นกว่า 100 ปี

             4.3 พลังงานปรมาณู หรือ พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy) เป็นพลังงานความร้อนที่ถูกปล่อยมาจากการรวมตัวหรือการแตกตัวของอะตอมของธาตุยูเรเนียม 285 เป็นพลังงานที่มนุษย์เพิ่งรู้จักนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพลังงามากกว่าเชื้อเพลิงอื่น และมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวถูกกว่าในปัจจุบันมีการนำพลังงานปรมาณูมาใช้ในทางการแพทย์ การผลิตอาวุธสงคราม และการเกษตรแต่พลังงานปรมาณูยังมีข้อจำกัดในการใช้ เนื่องจากสารกัมมันตภาพรังสีจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รัสเซีย เป็นต้น ก็ยังคงมีปัญหาการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นการใช้พลังงานปรมาณูต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและใช้ทุนมาก จึงยังเป็นข้อจำกัดของหลายประเทศแต่ในอนาคตเมื่อพลังงานฟอสซิล หมดลงก็จะมีการใช้พลังงานปรมาณูกันมากขึ้น

              4.4 ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ใต้พื้นดินโดยถูก กดทับอัดเป็นถ่าย ซึ่งปัจจุบันใช้ถ่านหินเป็นพลังงานประมาณร้อยละ 27 ของพลังงานที่ใช้กันอยู่ในโลก ถ่านหินส่วนมากที่ใช้กันเป็นถ่านหินบิทูมินัส ถ่านหินสำรองที่มีอยู่ในโลกประมาณ 20,000 ล้านเมตริกตัน โดยกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ

             4.5 พลังงานน้ำ ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เมื่อมีการใช้นำมัน แก๊สธรรมชาติและถ่านหินมากขึ้น จึงทำให้มีการใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้าน้อยลง เขื่อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญของโลก เช่น เขื่อนอิไทพุ กั้นแม่น้ำปารานาที่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลและปารากวัย เป็นต้น

           4.6 พลังงานความร้อนใต้พิภพ ความร้อนใต้พื้นโลกมีอุณหภูมิสูงถึง 4,400 องศาเซลเซียส โดยในบางแห่งความร้อนเหล่านี้จะก่อให้เกิดปรากฏการแผ่นดินไหวและน้ำพุร้อนในบางแห่งอาจเกิดไอความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ใต้พื้นโลกที่เรียกว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพประมาณร้อยละ 50 ของพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใช้กันอยู่ในโลก นอกจากนั้นก็มี ประเทศฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์  อิตาลี เม็กซิโก ญี่ปุ่น และไอซ์แลนด์ ที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ

           4.7 พลังงานลม พลังงานลมเกิดจากการที่ผิวได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ไม่เท่ากัน ทำให้อุณหภูมิของอากาศแตกต่างกันและเกิดการเคลื่อนที่ของอากาศซึ่งก่อให้เกิดพลังงานลม โดยมนุษย์รู้จักใช้พลังงานลมในการเดินเรือ การสูบน้ำและกิจกรรมอื่นๆ มานานแล้ว ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐอเมริกาใช้พลังงานลมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 300 เมกะวัตต์ หรือประมาณร้อยละ 40 ของพลังงานลมที่ใช้อยู่ในโลก ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ใช้พลังงานลม เช่นประเทศเยอรมนี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน 4.3 วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆของโลก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s