2.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโลก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ปฏิสัมพันธ์เชิงภูมิศาสตร์

                        ภูมิศาสตร์  เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลก คือ ปรากฏการณ์จากบรรยากาศ ธรณีภาค อุทกภาค และชีวภาค สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่ เมื่อสภาพภูมิศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากกระบวนการทางธรรมชาติหรือจาการกระทำของมนุษย์ ย่อมส่งผลให้วิถีชีวิติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปด้วย จึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อปรับวิถี การดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาวะในขณะนั้นได้
1.  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโลก
โลกเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ มีวงจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ โลกจะเอียงไปตามเส้นแกนการหมุนของโลกทำให้เกิดฤดูกาลที่แตกต่างกัน  บนโลกมีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอาศัยอยู่
โลกมีลักษณะสำคัญ  ดังนี้
1.1  สัณฐานและโครงสร้างของโลก
1) สัณฐานของโลก โลกมีรูปทรงสัณฐานเกือบเป็นทรงกลม มีรัศมีเฉลิ่ย  6,370  กิโลเมตร มวลบริเวณขั้วโลกทั้งสองยุบลงมากกว่าบริเวณศูนย์สูตรเล็กน้อย โดยเส้นผ่าศูนย์กลางตามแนวขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ยาวประมาณ  12,714 กิโลเมตร น้อยกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางตามแนวเส้นศูนย์สูตรที่ยาวประมาณ  12,756 กิโลเมตร โลกมีเนื้อที่พื้นผิวประมาณ 525 ล้านตารางกิโลเมตร มีความสูงต่ำไม่สม่ำเสมอ ประกอบด้วยลักษณะภูมิประเทศหลายรูปแบบ  เช่น  ภูเขา  หุบเขา ที่ราบสูง มหาสมุทรและร่องลึกก้นสมุทร  เป็นต้น จุดสูงสุดของโลกอยู่บริเวณเทือเขาหิมาลัยที่ยอดเขาเอเวอเรสต์  มีความสูง
8,848  เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และจุดลึกของพื้นมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ทื่ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา มีความลึก   11,033 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง

2) โครงสร้างของโลก  ประกอบด้วยแก่นโลก เนื้อโลก และเปลือกโลก  ดังนี้
2.1) แก่นโลก คือ ส่วนของโลกชั้นในสุด ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก และนิกเกิล เป็นส่วนใหญ่ มีความหนาแน่นมาก มีรัศมียาวประมาณ  3,475 กิโลเมตร แบ่งย่อยได้เป็น  2  ชั้น  คือ แก่นโลกชั้นนอก (0uter core)  อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกตั้งแต่   2,459 กิโลเมตร  และแก่นโลกชั้นใน (inner core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกตั้งแต่  5,115 กิโลเมตร ไปถึงจุดศูนย์กลางโลก มีอุณหภูมิสูงถึง 4,000  องศาเซลเซียส ปัจจุบันเชื่อกันว่าความร้อนจากบิเวณแก่นโลกเป็นส่วนสำคัยที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปบริเวณชั้นเปลือกโลก  เนื่องจากหินหนืดใต้เปลือกโลกมีการเคลื่อนตัวช้าๆอยู่ตลอดเวลา
 2.2)  เนื้อโลก คือ ส่วนที่อยู่ถัดจากโลกออกมา มีมวลมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชั้นอื่นๆ คือ มีความหนาประมาณ  ๒,๘๗๕ กิโลเมตร ประกอบด้วย แร่โอลิวีนและไพรอกซีน ซึ่งเป็นแร่ที่มีธาตุเหล็ก และ แมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบ ชั้นหินส่วนใหญ่อยู่ในสถานะของเหลวข้นหนืดเป็นชั้นที่มีความร้อนสูงและมีความกดดันมาก
2.3)  เปลือกโลก คือ ส่วนที่เป็นของแข็งชั้นนอกสุดของโลก มีความหนาเฉลี่ย 16 – 40 กิโลเมตร โดยจะหนามากบนแผ่นเปลือกโลกและบางในส่วนของเปลือกทะเล ประกอบด้วย สองชั้นย่อย ได้แก่ ชั้นไซอัน (sial)  และไซมา (sima) ประกอบด้วย ธาตุซิลิคอนและอลูมิเนียม ซึ่งพบทั่วไปบริเวณเปลือกโลกส่วนที่เป็นทวีป โดยมีหินบะซอลต์เป็นส่วนประกอบหลักชั้นไซมามีความหนาแน่นมากกว่าชั้นไซอัล จึงเคลื่อนตัวลงชั้นไซอัล จนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดแผ่นดินไหว

1.2 ส่วนประกอบของเปลือกโลก
1) ธาตุ  มีมากกว่า  100  ธาตุที่ประกอบเป็นโลก  แต่ลพธาตุมีปริมาณและสถานะแตกต่างกัน  โดยมีสถานะเป็นของแข็ง และแก๊ส ที่พบที่เปลือกโลกส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสารประกอบเป็นของแข็งในรูปของแร่ต่างๆ ได้แก่ ซิลิคอน อะลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม ตะกั่ว สังกะสี นิกเกิล และดีบุก โดยธาตุดังกล่าวอาจถูกชะล้างพัดพาไปสะสมรวมกันในบริเวณในลักษณะของสินแร่ หรืออาจมีแหล่งกำเนิดในโครงสร้างหินที่มีธาตุดังกล่าวเป็นปริมาณมาก เช่น บริเวณที่เป็นสายแร่ เป็นต้น

2) แร่ เป็นธาตุหรือสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีโครงสร้าง มีสูตรเคมีและสมบัติอื่นๆ ที่แน่นอน ปัจจุบันพบว่ามีแร่ชนิดต่างๆ 4,255 ชนิด มีหลักเกณฑ์ในการจำแนกชนิดของแร่ 2 ประการ คือ การจำแนกตามส่วนประกอบทางเคมี และการจำแนกตามประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

2.1) การจำแนกตามส่วนประกอบทางเคมี เช่น แร่ทองคำ (AU) เงิน (Ag) ทองแดง (Cu) เพชร (C)กำมะถัน (S) ควอตซ์ (SiO2) แคลไซต์ (CaCO3) เป็นต้น

2.2) จำแนกตามประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือ แร่ประกอบหิน เช่น ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ไมกา

ในหินแกรนิต หรือแร่ควอตซ์ที่พบส่วนใหญ่ในหินทราย และแร่เศรษฐกิจ เช่น แร่ทองแดง ทังสเตน สังกะสี ดีบุก ทองคำ เงิน เพชร ทับทิม ปิโตรเลียม ถ่านหิน เป็นต้น

3) หิน เป็นสารผสมของแร่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวจนถึงหลายๆ ชนิดรวมกันก็ได้ ส่วนเปลือกโลกประกอบด้วยชั้นหินแข็งที่มีอายุการเกิดและกระบวนการเกิดแตกต่างกัน หินแต่ละประเภทอาจมีปริมาณและสัดส่วนของแร่ธาตุ คุณสมบัติทางเคมี สี เนื้อ และสัณฐานแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุธาตุที่เป็นต้นกำเนิดกระบวนการเกิด สภาพแวดล้อม และระยะเวลาของการเกิดด้วย

หินที่เปลือกโลกสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะการเกิด ได้แก่

3.1) หินอัคนี เกิดขึ้นเมื่อวัตถุหลอมละลายภายในโลกเย็นลงและแข็งตัวจากสภาพที่เป็นหินหนืดจนกลายเป็นหินแข็ง ไม่ว่าจะแข็งตัวอยู่ในเปลือกโลกหรือพุพ้นเปลือกโลกออกมาแข็งตัวอยู่บนผิวโลกก็ตาม

หินอัคนีที่เย็นตัวใต้ผิวโลกในระดับลึก เรียกว่า “หินอัคนีแทรกซอน” (intrusive igneous rock) หินอัคนีที่เย็นตัวที่ผิวโลก เรียกว่า “หินอัคนีพุ” (effusive igneous rock ; extrusive rock) ระยะเวลาการเย็นตัวของหินหนืดมีผลต่อการเกิดผลึกของหิน การเกิดหินอัคนีแทรกซอนจะค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย จึงมีระยะเวลานานพอที่จะเกิดผลึกแร่ เช่น หินแกรนิต เป็นต้น

หินอัคนีพุที่เย็นตัวที่ผิวโลกอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีลาวาภูเขาไฟซึ่งมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,000 องศาเซลเซียส เย็นตัวลงอย่างทันทีทันใด เมื่อสัมผัสกับอากาศที่ผิวโลก แร่ประกอบหินในลาวาไม่สามารถเกิดเป็นผลึกได้ทัน จึงมักปรากฏเป็นหินที่มีเนื้อผลึกเล็กมาก บางกรณีจะพบหินเนื้อละเอียดคล้ายเนื้อแก้ว

3.2)  หินตะกอน  หรือ  หินชั้น  เกิดจากการรวมตัวหรือการทับถมของชิ้นส่วนหินเดิมโดยกระบวนการทางกลศาสตร์หรือโดยการตกตะกอนทางเคมี  รวมถึงการสะสมรวมตัวของซากสิ่งมีชีวิตทั้งพืช  สัตว์  และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก  โดยมีการเชื่อมยึด  ซึ่งอาจจะเกิดจากการอัดตัว  การเชื่อมยึดโดยสารเชื่อม  เช่น  ซิลิคอน  แคลเซียมคาร์บอเนต  แร่ดินเหนียว  เหล็ก  เป็นต้น  หินตะกอนบางประเภทเกิดจากการแทนที่ของสารละลายในซากอินทรียสาร  หรือในช่องว่างของหินเดิมและมีการเกิดผลึกใหม่  ชิ้นส่วนของตะกอนส่วนใหญ่มักมีการทับถมหรือสะสมเป็นชั้นๆตามระยะเวลาจึงปรากฏเป็นชั้นตะกอน  จึงมักเรียกหินตะกอนโดยทั่วไปว่า  หินชั้น  หินตะกอนจำนวนมากจะมีซากดึกดำบรรพ์ของพืชหรือสัตว์โบราณอยู่ด้วย

 3.3)  หินแปร  เป็นหินที่แปรสภาพมาจากหินเดิม  โดยการกระทำของความร้อยหรือความกดดันภายในโลก  แรงดันของหินหนืดที่พุ่งตัวขึ้นสู่ผิวโลก  ความร้อนของหินหนืดและสารละลายที่ผสมอยู่มีผลทำให้หินข้างเคียงเปลี่ยนแปลงไป  หินแปรบางชนิดยังแสดงเค้าเดิมบางชนิดผิดไปจากเดิมมาก  จนต้องอาศัยดูรายละเอียดของเนื้อแร่หรือสภาพสิ่งแวดล้อมจึงจะทราบที่มา  เช่น  หินดินดานแปรเป็นหินชนวน  หินปูนแปรเป็นหินอ่อน  เป็นต้น

4)  ดิน  เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน  คือ  หินหรือแร่ประกอบหินที่ผุสลาย  ผสมคลุกเคล้ากับซากพืชสัตว์หรือฮิวมัส  น้ำ  และอากาศ  โดยปกติดินที่มีความสมบูรณ์จะประกอบด้วยอนินทรียวัตถุร้อยละ 45  อินทรียวัตถุร้อยละ 5  น้ำร้อยละ 25  และอากาศร้อยละ 25  ดินในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลกและประเทศไทยมีลักษณะและคุณสมบัติแตกต่างกันไปเนื่องจากปัจจัยต่อไปนี้  คือ  ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดิน  สภาพภูมิประเทศ  สภาพภูมิอากาศ  สิ่งมีชีวิตในดิน  และระยะเวลาการกำเนิดของดิน

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน 2.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโลก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s