3.2 การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในโลก

3.2 การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในโลก

                ปัจจุบันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก ทั้งในส่วนที่เกิดจากภายในเปลือกโลกการเปลี่ยนแปลงบริเวณบริเวณพื้นผิวโลกและการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศของโลกอันมีผลกระทบโดยตรงอ้อมต่อมมนุษย์ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงมีตั้งแต่การเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไปจนถึงการเกิดอย่างฉับพลันและรุนแรง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก

1. ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือ ภาวะที่บรรยากาศของโลกมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง  ภาวะโลกร้อนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำทะเล และส่งผลกระทบต่อพืช สัตว์ และมนุษย์อย่างมาก

1)       ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นคือ “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” (Greenhouse Effect) ซึ่งเกิดจากการที่มนุษย์ได้ปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก ได้แก่  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีแทน แก๊สไนตรัสออกไซด์ และสารประกอบคลอโรคาร์บอน จากการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำการเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น แก๊สเรือนกระจกจะกักเก็บความร้อนที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์และสะท้อนคลื่นความร้อนมาสู่พื้นโลก จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น

2)      สถานการณ์การเกิดภาวะโลกร้อน หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าโลกร้อนขึ้น คือ ปริมาณน้ำแข็งและหิมะในปัจจุบันบริเวณขั้วโลกและบนเทือกเขาสูง เช่น เทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเชีย เทือกเขาคิลิมันจาโรในทวีปแอฟริกา มีปริมาณน้ำแข็งและหิมะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอดีต พื้นที่ชายฝั่งทะเลบางบริเวณของโลกเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมอันเกิดจากการหนุนของน้ำทะเล เช่น พื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือของทวีปยุโรป พื้นที่บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายใน 100 ปี ข้างหน้าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นจากในปัจจุบัน0.3-1.1 เมตร ดังนั้นพื้นที่หลายบริเวณของโลกจะต้องจมอยู่ไต้น้ำ ประชากรไม่น้อยกว่า  630 ล้านคนจะได้รับผลกระทบ

สำหรับประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คือ อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดภัยพิบัติจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่มบ่อยครั้ง และทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ฤดู หนาวจะสั้นลง พื้นที่ทางภาคไต้จะมีฝนตกชุกและเกิดอุทกภัยบ่อยขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องเผชิญกับความแห้งแล้งมากขึ้น ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนทั่วไปแล้ว ยังทำให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นรายได้หลังของประเทศลดลงอีกด้วย ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

3)ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1.  เกิดพายุหมุนบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

2.  ปัญหาฝนแล้งและไฟป่า อุณหภูมิของอากาศที่สูงขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำและความชุ่มชื้นระแหยไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ฝนแล้งยังทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย
3.  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัวของน้ำทะเลเนื่องจากอุณหภูมิน้ำสูงขึ้น และธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายเร็วกว่าปกติ การละลายของธารน้ำแข็งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมพื้นที่ชายฝั่งทะเล
4.  ปัญหาชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากสืบเนื่องมาจากที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะปริมาณนำจะไปกัดเซาะชายฝั่งทะเลให้พังทลายมากขึ้นกว่าเดิม

4)การระวังภัยจากภาวะโลกร้อน วิธีช่วยลดโลกร้อนมีหลายวิธี ดังนี้
1.  ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการเผากำจัดในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธีต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มในบรรยากาศ
2.  แยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่ได้ เป็นการป้องกันการปล่อยแก๊สมีเทนสู่บรรยากาศ
3.  ใช้รถส่วนตัวให้น้อยลง หันไปใช้จักรยาน ใช้บริการรถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดิน เมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้บ้าน
4.  ประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้วยการปิดโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน
5.  สนับสนุนสินค้าและผลิตผลจากเกษตรกรในท้องถิ่นใกล้บ้าน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ต้องขนส่งผลิตผลให้พ่อค้าคนกลางนำไปขายในพื้นที่ไกลๆ

2.2 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) คือการที่อุณหภูมิของโลกค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย อันเนื่องมาจาก  2 ปัจจัยสำคัญ  ได้แก่  ปัจจัยทางธรรมชาติ และปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ

1)ปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน แบ่งได้ ดังนี้
1.1)  ปัจจัยทางธรรมชาติ ที่มีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น คือ ปัจจัยทางดาราศาสตร์ เช่น ดวงอาทิตย์มีจุดดับมากขึ้น ดวงอาทิตย์จะแผ่รังสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นด้วยการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ จะทำให้พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ในแต่ละฤดูและแต่ละละติจูดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
นอกจากนี้ปัจจัยทางธรณีวิทยาก็มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เช่นกัน เช่น การเลื่อนตัวของทวีป  การปะทุของภูเขาไฟที่ทำให้ฝุ่นละอองในบรรยากาศเพิ่มขึ้น ซึ่งฝุ่นละอองเหล่านี้อาจคงอยู่ในบรรยากาศได้นานถึง  3  ปี จึงส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกลดลง
1.2) ปัจจัยที่เกิดจากการเพิ่มแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ การเพิ่มความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ จะมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยจากการที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาฟองอากาศในแกนน้ำแข็ง เพื่อศึกษาสภาพภูมิอากาศในอดีตเมื่อ 400,000 ปี ที่ผ่านมา ทำให้พบความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศกล่าวคือ เมื่อมีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น อุณหภูมิของโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศในปัจจุบัน โดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่เมื่อเข้าสู้ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขึ้นมาใช้ทุ่นแรง เพิ่มกำลังในการผลิตและอำนวยความสะดวกต่างๆ เครื่องจักรกลเหล่านี้ต้องอาศัยเชื้อเพลิงจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานหลัก ซึ่งการเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ ได้ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน พื้นที่ป่าไม้ทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ  ก็ได้ถูกบุกรุกทำลายอย่างมากจากการขยายตัวของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และพื้นที่อาศัยของมนุษย์ ทำให้แหล่งดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศลดน้อยลง และขณะนี้ก็ยังไม่สามารถลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก

2) สถานการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายในภูมิภาคต่างๆ ของโลกทั้งปัญหาระดับน้ำทะเลที่เข้าท่วมพื้นที่ราบต่ำ อุทกภัยที่รุนแรงขึ้น ความแห้งแล้งที่มีพื้นที่มากขึ้น พายุที่มีบ่อยขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ในประเทศจีน อุทกภัยที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2541 และ 2546 ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีประชาชนจำนวนมากกว่า 4,000 คนเสียชีวิต และทำให้ประชาชนประมาณ 3,500,000 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก ส่วนในพื้นที่อื่นของจีนกลับได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง ส่งผลให้ประชาชนประมาน 90 ล้านคน และปศุสัตว์อีกประมาณ 6,800,000 ตัว ล้มตาย รวมทั้งพื้นที่ฟาร์ม 7,700,000 เฮกเตอร์ได้รับความเสียหาย ผลการวิจัยชี้ว่าผลผลิตของสินค้าหลักของจีน เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ลดต่ำลงมากกว่าร้อนละ 37

ในอินเดีย มีการบันทึกสถิติอุณหภูมิในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2545 ไว้ที่ 45.6 องศาเซลเซียส ทำให้มีคนเสียชีวิตเฉพาะในรัฐอุตตรประเทศกว่า 1,000 คนอุทกภัยในรัฐโอริสสาทางตะวันออกของประเทศเมื่อ พ.ศ. 2542 ทำให้ประชาชนเสียชีวิตหลายพันคนรวมทั้งหมู่บ้านที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไปจนหมดสิ้นหลายแห่ง ส่วนอุณหภูมิในกรุงอิสลามาบัด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศปากีสถานสูงถึง 47 องศาเซลเซซียสในเดือนมิถุนายนปีนั้น

ในญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2547 มีบันทึกไว้ว่ามีพายุฝุ่นพัดถล่มญี่ปุ่นถึง 10 ลูกและมีลูก 2 ที่ถล่มภายในเวลาเพียง 10 วัน หลังจาพายุ Meari ก็ตามมาด้วย Ma-on และ Tokage ซึ่งเป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดที่พัดถล่มประเทศญี่ปุ่นในรอบ 16 ปี และมีคนเสียชีวิตจำนวนมากและไดรับบาดเจ็บไม่น้อยไปกว่ากันนับตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา

ใน พ.ศ. 2548 และ 2552 ไทยประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนถึง9.2 ล้านคนใน 63 จังหวัดทั่วประเทศ พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายกว่า 5 ล้านไร่ รัฐบาลประเมินว่า มูลค่าความเสียหายมากถึง 193.2 ล้านเหรียญสหรัฐ น้ำในเขื่อนลำตะคลอง จังหวัดนครราชสีมาแห้งเหือดเนื่องจากความแห้งแล้งที่กินระยะเวลานาน ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาตั้งที่พักชั่วคราวในเขื่อนเพื่อจับปลาที่เหลืออยู่ การขาดแคลนน้ำและการเกษตรที่เสียหาย ทำให้ประชาชนหลายล้านคนได้รับความเดือดร้อน ในส่วนภาคตะวันออกของไทยโดยเฉพาะจังหวัดระยอง ปริมาณฝนลดลงและขาดช่วงส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ในพื้นที่โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาตาพุด และนำไปสู่วิกฤตน้ำและการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม

3) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในรูปแบบต่างๆ เช่น รูปแบบของลม จำนวนและชนิดของไอน้ำในอากาศ (ฝน ลม หิมะ น้ำแข็ง) รวมทั้งความถี่ของอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดรุนแรงมากขึ้น ในอนาคตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจตามมา ตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้
1. ปริมาณน้ำจืดที่ลดลง ภายในเวลา 50 ปี จำนวนของประชากรที่ขาดแคลนน้ำดื่มจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5,000 ล้านคนจากทั้งหมด 8,000 ล้านคน
2. ผลผลิตการเกษตรตกต่ำลง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรในระดับท้องถิ่นลดลง จึงมีผลต่อปริมาณอาหารสำรองในโลก
3. ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงและหน้าดินได้รับความเสียหายจากการชะล้างพังทลายดินจากสภาพ๓มิอากาศรุนแรง ทำให้เกิดการย้ายพื้นที่เพาะปลูก ภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไอน้ำในอากาศ จะเพิ่มปริมาณการย้ายถิ่นฐานของประชากร ส่วนผลกระทบทางอ้อมเป็นการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
4.ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อโลกร้อนขึ้น และระดับน้ำทะเลก็จะเพิ่มมกขึ้นจากการขยายตัวของน้ำทะเล และการละลายของน้ำแข็ง เช่น การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และภูเขาน้ำแข็งในทะเล ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะทำให้ชุมชนริมฝั่งทะเล พื้นที่การเกษตร แหล่งน้ำจืดริมฝั่ง รวมถึงประเทศที่เป็นเกาะกลางมหาสมุทรหรือทะเลตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม
5. ภัยธรรมชาติรุนแรงที่เกิดมากขึ้น เช่น ความแห้งแล้ง ไฟป่า อุทกภัย แผ่นดินถล่ม พายุ และอื่น ๆ อีกมากมาย จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสังคม และเศรษฐกิจ

4) แนวทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สภาพอากาศแปรปรวนมีสาเหตุมาจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน แนวทางแก้ไขปัญหาสามารถทำได้โดยการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานธรรมชาติ เช่น แสงอาทิต และความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานลมมีอัตราการศึกษาพัฒนาและเติบโตเร็วที่สุดส่วนพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบผิวผิวโลกมีปริมาณมากพอในการผลิตพลังงานมากกว่าปริมาณที่โลกกำลังบริโภคอยู่ทุกปี การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ  การสร้างงาน นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และ การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เพื่อปกป้องโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานสะอาดซึ่งเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

2.3 ความแห้งแล้ง

ความแห้งแล้ง(Dryness) คือลักษณะภูมิอากาศที่มีฝนน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ และครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ พืชพันธ์ไม้ต่างๆ ขาดน้ำ ทำให้ไม่เจริญเติบโตตาปกติ ส่งผลให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วไป ความแห้งแล้งเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในภูมิภาคต่างๆของโลก

1)            ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ภัยแล้งเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ ทั้งจากการกระทำของมนุษย์และจากธรรมชาติ  มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สภาวะของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากการตัดไม้ทำลายป่าและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมที่ทำให้ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อีกทั้งการทำลายชั้นโอโซนซึ่งทำให้พลังงานความร้อนลงมาสู่ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวโลกทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น และยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ  การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย  ภัยแล้งยังมีสาเหตุจากกำลังการพัดของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อนลง ทำให้ระยะการพัดปกคลุมพื้นที่น้อยลง ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่นำความหนาวเย็นและความแห้งแล้งจึงพัดลงมาเร็วกว่าปกติ สาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยน้อยกว่า 2ลูกในปีนั้น

2)            สถานการณ์การเกิดความแห้งแล้ง ปัจจุบันความแห้งแล้งได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกรวมทั้งประเทศไทย และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บริเวณพื้นที่ที่เกิดและช่วงเวลาที่เกิดก็ยาวนานมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ภัยแล้งในประเทศจีน แม่น้ำฉางเจียงและแม่น้ำหวางเหอซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศมีระดับน้ำลดลงอย่างผิดปกติ  ส่งผลให้ประเทศจีนหลายล้านคนขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค

ส่วนในประเทศไทยภัยแล้งจะเกิดขึ้นบางพื้นที่ในช่วงกลางฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาดาคม และจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อสิ้นสุดช่วงฤดูฝน   โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจะเกิดปรากฏการณ์ภัยแล้งขึ้นก่อนและกินระยะเวลายาวนานกว่าภาคอื่นๆ

3)            ผลกระทบจากความแห้งแล้ง ความแห้งแล้งหรือการขาดแคลนน้ำได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากในด้านการเกษตรซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการปลูกข้าวต้องการน้ำตั้งแต่การเพาะเมล็ดกล้าจนถึงระยะเก็บเกี่ยว การขาดน้ำในระยะต่างๆของการเจริญเติบโตของข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ส่งผลให้รายได้ของประเทศลดลง ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา การขาดแคลนน้ำ ยังส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ อีก เช่น การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมการประมง และการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งทุกปัญหาล้วนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการพัฒนาประเทศ

4)            แนวทางแก้ไขปัญหา มีดังนี้
1. ปลูกป่าไม้ท้องถิ่นเพิ่มเพื่อช่วยให้มีความชื้นมากพอที่จะให้เกิดฝน เมื่อมีป่าไม้มากก็ทำให้ฝนตกมากขึ้น ซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรไดเป็นอย่างดี
2.ลดการกระทำที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เช่น ไม่เผาขยะ ลดการใช้โฟม ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร CFCs ซึ่งเป็นตัวการทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศให้เกิดช่องโหว่ ทำให้ภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง
3.จัดระบบการชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ปรับปรุงคุณภาพดิน โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยให้เดินอุ้มน้ำได้ดี และรักษาความชุ่มชื้นในดินให้พืชเติบโตได้ดี

กล่าวโดยสรุป โลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติมากมาย ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ สึนามิ อุทกภัย แผ่นดินถล่ม การกัดเซาะชายฝั่ง วาตภัย ภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน ไฟป่า ตลอดจนความแห้งแล้ง ซึ่งภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหาทางป้องกันและแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกคนได้ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน 3.2 การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในโลก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s